hire time or hire quality

ถ้าถามชาว HR ว่างานอะไรท้าทายมากที่สุด เชื่อว่าหนึ่งในนั้นต้องเป็นเรื่องการจ้างพนักงานแน่นอนครับ เมื่อมีตำแหน่งหนึ่งว่างลง ก็ต้องรีบหาพนักงานใหม่ที่มีคุณภาพและเข้ากับองค์กรได้ให้มาร่วมงานเร็วที่สุด ดังนั้น จะเห็นได้เลยว่าเกณฑ์หลักๆ ที่ใช้ในการหาพนักงานใหม่ คือความเร็วในหา กับคุณภาพของพนักงาน วันนี้จะพาคุณไปเจาะทีละเกณฑ์ครับ ว่ามีข้อดีข้อด้อยอะไรบ้าง และควรเน้นอะไรมากกว่ากัน?

1) คุณภาพของพนักงาน

ปฏิเสธไม่ได้ว่า "คุณภาพ" นี่วัดยากครับ เพราะแต่ละคนให้ความหมายไม่เหมือนกัน สำหรับงาน HR แล้ว วัดคุณภาพคนทำงานได้หลายแบบ เช่น วัดจาก ROI จากประสิทธิภาพการทำงาน หรือแม้แต่จากความพึงพอใจของหัวหน้า นอกจากนี้ คุณภาพของพนักงานยังครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่ก่อนจ้าง จนกระทั่งเข้ามาร่วมงานเรียบร้อยแล้วครับ

ใช้เกณฑ์นี้ ดียังไง?

จะหาของดี ต้องใช้เวลา ดังนั้น HR ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องรีบหาพนักงานมาเติมเต็มตำแหน่งที่ว่างลง บางบริษัทมีนโยบายที่ชัดเจนเลยด้วยซ้ำว่า "ถ้ายังไม่เจอคนที่ใช่ ก็รอได้ ไม่รีบ" และทำให้บางตำแหน่งลงประกาศเป็นเวลาร่วมหลายเดือนเลยทีเดียวครับ! และแน่นอน การเฟ้นหาพนักงานที่มีคุณภาพ ถือเป็นการลงทุนที่ล้ำค่าในระยะยาวสำหรับบริษัทครับ

เมื่อไหร่ควรใช้เกณฑ์นี้?

ในบริษัทขนาดเล็ก หรือที่เพิ่งเริ่มต้นใหม่ จำเป็นต้องอาศัยทุกอณูความสามารถและพลังงานจากพนักงาน ดังนั้นอาจจะต้องใช้เวลานานสักนิดในการค้นหา "คนที่ใช่" มาร่วมเติบโตไปด้วยกันครับ

ข้อควรระวัง

ทุกวันนี้มีบริษัทเติบโตขึ้นมาแข่งขันกันมากมาย ความรวดเร็วในการตัดสินใจจึงสำคัญ ดังนั้น การจะรอแต่คนที่มีคุณภาพและประสบการณ์อาจจะไม่สะดวกเสมอไปครับ บางครั้ง อาจจะต้องยอมลดเกณฑ์ประเมินไปสักข้อสองข้อ เพื่อแลกกับการได้คนที่กล้าลอง เสี่ยงกับอะไรใหม่ๆ มาร่วมขับเคลื่อนบริษัทไปด้วยกัน

2) ความรวดเร็วในการหาพนักงาน

บริษัทที่เน้นทำงานว่องไว ตัดสินใจเร็ว และมีทีมที่ครบ อาจจะเน้นเกณฑ์ข้อนี้เป็นหลักเวลามองหาพนักงานใหม่ครับ ระยะเวลาที่ว่า ครอบคลุมตั้งแต่วันลงประกาศโฆษณา ไปจนถึงวันรับเข้ามาทำงาน

ใช้เกณฑ์นี้ ดียังไง?

เวลาเป็นสิ่งที่วัดได้ง่าย ทีมสามารถกำหนดเดดไลน์ในการรับสมัครพนักงานใหม่ และตัดสินใจดำเนินการต่อไปได้เข้าใจตรงกัน นอกจากนี้ ความรวดเร็วในการค้นหาพนักงาน คือตัวชี้วัดประสิทธิภาพการทำงานของทีม HR เอง สะท้อนว่าทีมคุณมีความกระตือรือร้น ไม่กลัวการแข่งขัน พร้อมตัดสินใจและปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ครับ

เมื่อไหร่ควรใช้เกณฑ์นี้?

บางทีบริษัทคุณอาจจะจ้างบริษัทภายนอกที่เป็น recruitment agency อีกที ดังนั้นความเร็วในการค้นหาพนักงานจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้ครับ นอกจากนี้ ในบริษัทใหญ่ที่มีคนจำนวนมาก หลักร้อยขึ้นไป ความว่องไวในการรับคนมาเติมเต็มตำแหน่งว่างถือเป็นเรื่องสำคัญครับ

ข้อควรระวัง

มีคนกล่าวไว้ "เวลาเป็นเงินเป็นทอง" แต่ละนาทีที่ผ่านไปในรับสมัครงาน คือการลงทุนที่เพิ่มขึ้นของบริษัท นอกจากนี้ ต่อให้พยายามค้นหาคนที่ "ใช่" ไปเรื่อยๆ ยังไงก็จะเจอคนที่ "ใช่กว่า" เสมอครับ ดังนั้น การค้นหาพนักงานจึงไม่ใช่กระบวนการที่จะปล่อยให้ดำเนินไปเรื่อยๆ แต่ต้องกำหนดวันสิ้นสุดที่ชัดเจน

นอกจากนี้ มีคนกล่าวไว้อีกว่า "Only fools rush in" บางทีการรีบร้อนตัดสินใจรับพนักงานใหม่เข้ามาโดยที่ยังไม่ได้คัดกรองหรือศึกษาประวัติการทำงานละเอียดพอ ก็อาจจะส่งผลเสียภายหลังได้ครับ เช่น พนักงานไม่มีศักยภาพที่จะทำงานจริงได้ หรือทำได้แต่อยู่กับบริษัทไม่นาน ฯลฯ

สรุปว่าจะใช้เกณฑ์ไหนดี?

เชื่อว่าชาว HR คงต้องขบคิดถกเถียงประเด็นนี้ไปอีกนานครับ ว่าจะยึดอะไรดี เพราะการหาคนมีคุณภาพคือหัวใจหลักที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้กรอบเวลาที่เหมาะสมด้วย ดังนั้น ก่อนจะจ้างใครสักคน คุณอาจจะต้องพูดคุยกับทีมนั้นๆ ก่อนครับว่าอยากรับพนักงานแบบไหนเข้ามา อยากรับเพราะอะไร และมองหาอะไรในตัวพนักงานใหม่ คำถามเหล่านี้อาจจะช่วยให้คุณชั่งน้ำหนักและตัดสินใจรับพนักงานใหม่ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพครับ

ติดตามเกร็ดความรู้ดีๆ เกี่ยวกับ HR และการพัฒนาองค์กรได้ที่
Blog:    www.myempeo.com/blog 
Facebook:    www.facebook.com/myempeo
Youtube:   www.youtube.com/empeo

Tags

จ้างงาน, จ้างพนักงาน, พนักงาน


You may also like

รู้จักกับ Imposter syndrome เมื่อทำเท่าไร ก็รู้สึกไม่เก่งพอ

4 กลยุทธ์เข้าทำงานที่ใหม่ ทำอย่างไรให้ผ่านโปร

>